“ปากกระจับ” เป็นสัญลักษณ์ความสวยงามทางเพศ ที่สามารถมองเห็นได้ทันทีบนใบหน้า เวลาเผยอริมฝีปากจะรู้สึกมีชีวิตชีวา เซ็กซี่ มีเสน่ห์ เย้ายวนแก่ผู้พบเห็น ปากต้องอวบอิ่ม มีขอบ มีหยัก มุมปากทั้งสองข้างต้องมีลักษณะตรงหรือช้อนขึ้นเล็กน้อย และรูปทรงมีขนาดเหมาะสมกับใบหน้า จะต้องมีสีอมชมพู มีความชุ่มชื้น และมีประกายสดใสเป็นธรรมชาติตลอดเวลา
เทคนิคการทำศัลยกรรมปาก แก้ไขรูปทรงปากให้สวยงาม
“ศัลยกรรมปาก” เป็นการผ่าตัดปรับปรุงแก้ไขรูปทรงปาก ให้เหมาะสมกับใบหน้า โดยส่วนใหญ่ต้องการผ่าตัดแก้ไขปากหนา ปากบาง ปากคว่ำ ปากห้อย ปากไม่ได้รูป หรือที่ปัจจุบันกำลังนิยมทำปากกระจับ เพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามมากขึ้น ขณะเดียวกันการศัลยกรรมปากยังเกี่ยวข้องกับรอยยิ้ม การเผยอปากและการสนทนาอย่างมีชีวิตชีวา การศัลยกรรมที่เกี่ยวข้องกับปาก มีดังนี้
1. ศัลยกรรมปากบาง |
2. ศัลยกรรมปากกระจับ |
3. ศัลยกรรมยกริมฝีปาก |
4. ผ่าตัดเสริมขอบปาก |
5. ผ่าตัดเสริมร่องปาก |
6. ศัลยกรรมเสริมริมฝีปาก |
7. ศัลยกรรมยกมุมปาก |
8. ทำลักยิ้มหรือแก้มบุ๋ม |
1. ศัลยกรรมปากบาง ทำปากบาง (Lips Reduction)
เป็นการผ่าตัด เพื่อลดขนาดริมฝีปากบนหรือล่างที่หนาให้บางลงได้รูป อาจจะลดขนาดเฉพาะริมฝีปากบนหรือริมฝีปากล่างหรือทั้งคู่ก็ได้ ลักษณะของแผลจะอยู่ในริมฝีปาก เย็บด้วยไหมละลาย ประมาณ 7-10 วัน ไหมจะหลุดออกไปเอง ถ้ายังหลุดไม่หมด สามารถตัดออกได้ ดังรูปที่ 2
รูปที 2: ตำแหน่งของแผลศัลยกรรมปากบาง
2. ศัลยกรรมปากกระจับ (Horn chestnut-shaped lips)
ศัลยกรรมปากกระจับ คือการผ่าตัดตกแต่งริมฝีปากบนให้ดูเรียว สมดุลกับรูปหน้า โดยขอบล่างของริมฝีปากบน ด้านข้างโค้งเว้าขึ้น ส่วนกลางนูนลงมาคล้ายคันศร ริมฝีปากบนดูเชิดขึ้น มองเห็นฟันบนเล็กน้อยเหมือนเผยอนิดๆ ตลอดเวลา ทำให้ดูเซ็กซี่
รูปทรงริมฝีปากบนอาจมีขนาดความเรียวแหลม หรือมนของส่วนกลางขึ้นกับความเหมาะสมกับริมฝีปากเดิม และรูปหน้าของแต่ละบุคคล ดังรูปที่ 3
รูปที่ 3: การศัลยกรรมปากกระจับ
ขั้นตอนการทำปากกระจับ
ศัลยแพทย์จะออกแบบริมฝีปากบนให้เป็นรูปกระจับ โดยทำให้ขอบปากบนด้านข้างบาง และตรงกลางเป็นติ่งเนื้อห้อยลงมา และเผยอขึ้นเล็กน้อย แล้ววาดแนวริมฝีปากล่าง
ฉีดยาชาเฉพาะที่ ในบริเวณที่ต้องการ
กรีดแผลบริเวณตามแนวที่กำหนดไว้ แล้วตัดเนื้อริมฝีปากออกบางส่วน เพื่อทำรูปทรงปากกระจับ
เย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย
ทำปากกระจับเจ็บไหม มีวิธีการดูแลแผลหลังทำอย่างไร
หลังการทำปากกระจับ แผลจะบวม ตึง ประมาณ 2-3 วัน เจ็บเล็กน้อยพอทนได้ แต่อาจจะรู้สึกไม่สบายปากในการพูด หรือรับประทานอาหาร ต้องพักผ่อนเก็บตัว 2-3 วันจะยุบบวมดีขึ้น สามารถกลับไปทำงานได้หลังผ่าตัด 4-5 วัน
สำหรับวิธีการดูแลแผลหลังทำปากกระจับ อาจจะต้องปิดแมสประมาณ 1-2 อาทิตย์ และจะเข้าที่ใกล้เคียงปกติประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัด จะต้องดื่มน้ำบ่อยๆ และใช้น้ำยาบ้วนปากเพื่อให้ในปากชุ่มชื้น หลังผ่าตัด 7 – 10 วัน ถ้าไหมละลายไม่หมดให้กลับมาตัดไหมออก แล้วทาวาสลินที่ริมฝีปากเพื่อป้องกันริมฝีปากแห้ง
3. ศัลยกรรมยกริมฝีปาก (Upper Lip Lift)
ริมฝีปากบนที่ดูเซ็กซี่และอ่อนเยาว์นั้น ริมฝีปากบนจะต้องยก เห็นฟันบนเล็กน้อยในกรณีที่ริมฝีปากบนที่ตกลงมาปิดฟันบนจนหมด เวลายิ้ม หรือเวลาพูดจะไม่เห็นฟันบน และเห็นแต่ฟันล่าง ทำให้สัดส่วนระหว่างปลายจมูกและปากบนยาวเกินไป ทำให้ยิ้มไม่สวย การยกริมฝีปากบน การทำให้ระยะระหว่างปลายจมูกและริมฝีปากบนสั้นลง มี 2 วิธี
3.1 ตัดหนังส่วนเกินบริเวณใต้ฐานจมูก (Sub nasal incision)
โดยการกรีดแผลบริเวณฐานจมูกประมาณ 5-7 มิลลิเมตร โดยตัดโค้งไปตามรูปร่างของปีกจมูกข้างหนึ่ง ไปปีกจมูกอีกข้างหนึ่ง หลังจากนั้น จะเย็บดึงผิวหนังและกล้ามเนื้อใต้รูจมูกขึ้นไป โดยจะทำให้ริมฝีปากบนอยู่สูงกว่าขอบฟันบน ประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ดังรูปที่ 4
รูปที่ 4: การศัลยกรรมยกริมฝีปากบน แบบตัดหนังส่วนเกินบริเวณใต้ฐานจมูก
3.2 ศัลยกรรมยกริมฝีปาก แบบแผลขอบปาก (Direct lip lift)
แผลอยู่ที่ขอบริมฝีปากบน ดังรูปที่ 5
รูปที่ 5: การศัลยกรรมยกริมฝีปากบน แผลอยู่ที่ขอบปาก
4. ผ่าตัดเสริมริมขอบปาก (Cupid Bow Enhancement)
การผ่าตัดเสริมริมขอบปาก คือการผ่าตัดยกขอบริมฝีปากบนให้ดูโดดเด่นชัดเจน ขอบปากบนจะโดดเด่นขึ้น โดยการเสริมเนื้อเยื่อ (Acellular dermal matrix) เข้าไปใต้ผิวหนังด้วยการทำแผลเล็กๆ 4 ตำแหน่ง แล้วสอดแผ่นเนื้อเยื่อเข้าไปใต้ผิวหนัง ดังรูปที่ 6
รูปที่ 6: การผ่าตัดเสริมริมฝีปากบน
5. ผ่าตัดเสริมร่องปาก (Phitrum enhancement)
การผ่าตัดเสริมร่องปาก คือการผ่าตัดเสริมสันกลางร่องปากให้ดูเป็นขอบชัดเจน และขอบปากบนดูโดดเด่นมีมิติ ไม่แบนราบ มีวิธีการผ่าตัด 2 วิธี คือ
5.1 แบบกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านใน (V-shave scar)
โดยการกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านในเป็นรูปตัว V ตัดผิวหนังออกบางส่วน มีความกว้างประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เมื่อเย็บแผลแล้วจะทำให้แนวสัน และร่องกลางริมฝีปากดูชัดขึ้น ดังรูปที่ 7
รูปที่ 7: การผ่าตัดเสริมร่องปาก แบบกรีดแผลบริเวณฐานจมูกด้านใน
5.2 เสริมแนวสันร่องปากด้วยเนื้อเยื่อ (Philtrum augmentation)
โดยการกรีดแผลเล็กๆบริเวณด้านบน และด้านล่างตามแนวขอบร่องปาก แล้วร้อยแผ่นเนื้อเยื่อใว้ใต้ผิวหนัง เย็บแผลด้วยไหมเส้นเล็ก ดังรูปที่ 8
รูปที่ 8 : การผ่าตัดเสริมร่องปาก แบบเสริมแนวสันร่องปากด้วยเนื้อเยื่อ
6. ศัลยกรรมเสริมริมฝีปาก (Lips Enhancement)
เพื่อปรับรูปร่างริมฝีปากบน หรือล่างที่บางเกินไป ให้ดูอวบอิ่ม และได้รูปทรงที่สวยงาม การเสริมริมฝีปากมีหลายวิธี ดังนี้
6.1 การเสริมให้ริมฝีปากอวบอิ่มด้วย PRP
PRP หรือ Platelet Rich Plasma เป็นนวัตกรรมใหม่ในการเพิ่มหรือเสริมริมฝีปาก และบริเวณโดยรอบ ให้อวบอิ่มเต็มไปด้วย คอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการฟื้นฟูเส้นเลือดและเส้นประสาท เทคนิคนี้ทำโดยนำเลือดของคนไข้ประมาณ 5-8 cc. มาปั่นแยก เอาเฉพาะ PRP ที่บริสุทธิ์แล้วฉีดเข้าไปในพื้นที่โดยรอบริมฝีปาก ประมาณ 3 ครั้ง ภายใน 90 วัน จะเห็นผลว่าริมฝีปากอวบอิ่มขึ้น ริ้วรอยบริเวณนี้จะดูตื้นขึ้น และจางหายไปบางส่วน
6.2 การเสริมริมฝีปากโดยการฉีดฟิลเลอร์
เป็นวิธีที่นิยมเนื่องจากไม่ต้องเปิดแผล จึงไม่มีรอยเย็บ และไม่ต้องฉีดยาชา ชึ่งสารฟิลเลอร์ที่นิยมใช้เป็นสารฟิลเลอร์ในกลุ่ม Hyaluronic acid คือ Restylane®, JuvedermTM โดยปกติแล้ว ฟิลเลอร์ที่เติมไปจะค่อยๆ สลายไป จะคงอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน หลังจากนั้น จะต้องไปฉีดใหม่ เนื่องจากสารฟิลเลอร์นั้นได้สลายหมดไป ดังรูปที่ 9
รูปที่ 9: การผ่าตัดเสริมการเสริมริมฝีปากโดยการฉีดฟิลเลอร์
ข้อดี คือทำได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนาน และมีโอกาสช้ำเขียวได้น้อย
ข้อเสีย คือจะต้องฉีดซ้ำบ่อยๆ ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย และมีโอกาสแพ้สาร Hyaluronic acid ได้
6.3 การเสริมริมฝีปากด้วยแผ่นเนื้อเยื่อ (Acellular dermal matrix)
เป็นที่นิยมมากในการเสริมริมฝีปากให้อวบอิ่ม สามารถเพิ่มขนาด และรูปทรงของริมฝีปากให้งดงามอย่างธรรมชาติ Acellular dermal matrix เป็นวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ โดยเป็นชั้นของผิวหนังบางๆ ที่ผ่านกระบวนการนำ Cell, Antigen และ Antibody ออก ซึ่งจะไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านเนื้อเยื่อออกจากร่างกาย จึงไม่ทำให้เกิดการแพ้ โดยจะเหลือแต่โครงตาข่ายของโปรตีน และคอลลาเจน การผ่าตัดจะใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ และมีรอยแผลดังภาพ ไหมที่เย็บจะมีเพียงแค่ 2 จุดเท่านั้น โอกาสที่จะเกิดอาการบวมช้ำมีน้อยมาก และสามารถคงรูปร่างได้มากกว่า 5 ปี ดังรูปที่ 10
รูปที่ 10: การผ่าตัดเสริมริมฝีปากด้วยแผ่นเนื้อเยื่อ (Acellular dermal matrix)
6.4 การเสริมริมฝีปากโดยฉีดไขมันตัวเอง (Fat Graft)
เป็นการดูดเอาไขมันมาจากส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หน้าท้อง ใต้ท้องแขน มาปั่นแยกเอาเฉพาะไขมันมาฉีดใส่ที่ปาก เพื่อให้ปากอวบอิ่ม ดังรูปที่ 11
ข้อดี เป็นเนื้อเยื่อจากร่างกายของเราเอง
ข้อเสีย เกิดการสลายของไขมันที่เราฉีดเข้าไป อาจจะหายไปบางส่วน ทำให้รูปทรงของปากไม่สมดุลได้ ส่วนใหญ่ต้องเติมไขมันอีก 1-2 ครั้ง จึงจะได้รูปทรงที่คงตัว
รูปที่ 11: การผ่าตัดเสริมริมฝีปากโดยฉีดไขมันตัวเอง
7. ศัลยกรรมยกมุมปาก (Corner Lip Lift)
มุมปากตก มักจะเกิดจากความเหี่ยวย่นของใบหน้าและรอบๆมุมปาก ทำให้มุมปากตกลงกว่าเดิม และมักจะมีน้ำลายไหลออกมาที่มุมปาก ส่วนปากคว่ำ มักจะเป็นรูปทรงของปากมาแต่กำเนิด การผ่าตัดยกมุมปาก โดยการผ่าตัดเป็นแผลเล็กๆที่มุมปากด้านใน แล้วเย็บกล้ามเนื้อด้านในให้กระชับขึ้น แล้วเย็บแผลด้านนอกด้วยไหมละลาย มุมปากยกขึ้น เหมือนปากมีรอยยิ้มเล็กน้อย ดังรูปที่ 12
รูปที่ 12: การศัลยกรรมยกมุมปาก
8. การผ่าตัดทำลักยิ้มหรือแก้มบุ๋ม
ลักยิ้มเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์ น่ารักชวนมอง และทำให้ใบหน้าดูมีสัดส่วนสมดุล ไม่ดูใหญ่เกินไป การผ่าตัดลักยิ้ม ทำได้โดยการกำหนดตำแหน่งบริเวณผิวหนัง ห่างจากเส้นร่องแก้ม และเฉียงขึ้นเล็กน้อย รูปทรงของลักยิ้มเป็นแบบจุดหรือแบบรอยขีด หลังจากนั้นจึงฉีดยาชา แล้วกรีดแผลเล็กๆภายในปาก ใช้ไหมร้อยจากด้านในปากออกมาที่ผิวหนัง แล้วร้อยกลับเข้าไปผูกฝังปมใว้ด้านใน แล้วเย็บปิดแผลด้านในด้วยไหมละลาย ดังรูปที่ 13
รูปที่ 13: การผ่าตัดทำลักยิ้มหรือแก้มบุ๋ม
การดูแลรักษาแผลหลังผ่าตัดลักยิ้ม
รักษาความสะอาดแผลในปาก ด้วยการดื่มเฉพาะน้ำและน้ำหวานในวันแรกหลังผ่าตัด จากนั้นรับประทานอาหารอ่อนและบ้วนน้ำบ่อยๆ อาจใช้น้ำยาบ้วนปาก เพื่อลดจำนวนเชื้อแบคทีเรียในช่องปากในช่วง 2 สัปดาห์แรก หลังผ่าตัด 3 วัน สามารถแปรงฟันได้ งดการเคี้ยวอาหารแข็งหรือเหนียว และลดการพูดในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันไม่ให้ปมไหมคลายตัว
รีวิวการศัลยกรรมปาก ทำปากกระจับ ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล






การเตรียมตัวก่อนการศัลยกรรมปาก
ปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อความมั่นใจว่าเราเหมาะสมที่จะทำรวมทั้งผลการผ่าตัด ความเสี่ยงต่าง ๆ ของเรา
ตรวจสุขภาพเบื้องต้น เนื่องจากเป็นการผ่าตัดด้วยยาชา ความเสี่ยงค่อนข้างน้อย หรือดมยาสลบต้องไม่มีโรคใด ๆ ที่มีผลต่อการผ่าตัด
หยุดยาสมุนไพรหรือวิตามิน ที่มีผลต่อการไหลของเลือด ก่อนการผ่าตัด 2 สัปดาห์
หยุดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 สัปดาห์
การดูแลแผลหลังผ่าตัดศัลยกรรมปาก
ปากเป็นส่วนที่ไวต่อการสัมผัสมากที่สุดของร่างกาย หลังการผ่าตัดริมฝีปากอาจจะมีอาการ ดังต่อไปนี้
แผลผ่าตัดแดง
มีอาการบวมที่แผลผ่าตัด
ปวดเล็กน้อยบริเวณแผล 2-3 วันแรกหลังการผ่าตัด
อาจจะมีอาการชาที่ริมฝีปากได้
ช้ำเขียว
เลือดคั่ง
แผลสมานช้า
ริมฝีปากอาจไม่เท่ากัน ในบางกรณีอาจจะต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัดครั้งที่สอง
ผลข้างเคียงอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้แต่น้อยมาก ได้แก่ การติดเชื้อ มีแผลเป็น เลือดออกบริเวณแผลผ่าตัด เกิดการบวมอย่างรุนแรง
การพักฟื้นหลังการศัลยกรรมปาก
การผ่าตัดริมฝีปากเป็นการผ่าตัดไม่ซับซ้อน ผ่าตัดโดยใช้ยาชา และหลังผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้เลย และจะฟื้นตัวเร็วกว่าการทำศัลยกรรมความงามอื่นๆ สามารถกลับไปทำงานได้หลังผ่าตัด 1 สัปดาห์ สามารถออกกำลังกายได้หลังผ่าตัด 2 สัปดาห์
รูปก่อนและหลังศัลยกรรมปาก ตกแต่งริมฝีปาก ทำปากกระจับ ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล


